ความหมายของวิชาเศรษฐศาสตร์
วิชาเศรษฐศาสตร์ (Economics) เป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมของมนุษย์และสังคมในการตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยกรที่มีอยู่จำกัดและสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายทาง มาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ อย่างประหยัดที่สุดหรืออย่างมีประสิทธิภาพทางเทคนิคสูงสุด และหาทางจำแนกแจกจ่ายสินค้าและบริการเหล่านั้นไปยังบุคคลในสังคมให้ได้รับความพอใจสูงสุดหรืออย่างมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด
ความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) เป็นการศึกษาถึงพฤติกรรมของเศรษฐกิจส่วนรวม เช่น รายได้ประชาชาติ การลงทุน การจ้างงาน การค้าระหว่างประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หรือเรียกว่า "ทฤษฎีรายได้และการจ้างงาน (Income and Employment Theory)"
ประโยชน์ของวิชาเศรษฐศาสตร์
ปัจจัยการผลิต (Factors
ปัจจัยการผลิต ปัจจุบันเราแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
4. ปัจจัยการประกอบการ (Enterpreneurship) หมายถึง ความสามารถในการจัดการ ทำให้เกิด
วิชาเศรษฐศาสตร์ (Economics) เป็นวิชาทางสังคมศาสตร์ที่ศึกษาถึงพฤติกรรมของมนุษย์และสังคมในการตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยกรที่มีอยู่จำกัดและสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายทาง มาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ อย่างประหยัดที่สุดหรืออย่างมีประสิทธิภาพทางเทคนิคสูงสุด และหาทางจำแนกแจกจ่ายสินค้าและบริการเหล่านั้นไปยังบุคคลในสังคมให้ได้รับความพอใจสูงสุดหรืออย่างมีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด
ความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์
- ในฐานะของผู้บริหารประเทศ จะต้องอาศัยความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ปัญหา และตัดสินใจปัญหานั้นๆ
- ในฐานะบุคคลทุกคนในสังคมจึงจำเป็นต้องศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ เพื่อจะได้เข้าใจปรากฎการณ์ต่างๆ ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทั้งสาเหตุ และผลกระทบต่อบุคคลและสังคม ตลอดจนรู้แนวทางที่จะนำไปแก้ไขหรือประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีเหตุผลทางเศรษฐกิจ
แขนงของวิชาเศรษฐศาสตร์
วิชาเศรษฐศาสตร์สามารถแยกได้ 2 แขนง คือ
เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics) เป็นการศึกษาถึงพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของแต่ละบุคคล ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และเจ้าของปัจจัยการผลิต เนื้อหาของวิชาส่วนใหญ่จึงเกี่ยวข้องกับการผลิต การบริโภค การกำหนดราคาสินค้าและปัจจัยการผลิตภายใต้การดำเนินงานของตลาดต่างๆ หรือเรียกทฤษฎีเศรษฐศาสตร์จุลภาคว่า "ทฤษฎีราคา (Price Theory)"
ผู้ศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถนำเอาความรู้ที่ได้รับมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ เช่น
ในฐานะผู้บริโภค ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถประมาณการและวางแผนในการบริโภคสินค้าและบริการเพื่อให้ได้รับความพอใจสูงสุดจากงบประมาณที่มีอยู่จำกัด
ในฐานะผู้ผลิต ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จะช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการค้าและการลงทุน เช่น ควรจะผลิตสินค้าชนิดใดเป็นปริมาณและราคาเท่าใด หรือควรเลือกใช้เทคนิคการผลิตอย่างไร
ในฐานะผู้บริหารประเทศ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จะช่วยให้เข้าใจในปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศตลอดจนการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเหมาะสม
1. ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources) ได้แก่ ทรัพยากรธรรมชาติที่เรารู้จักกันทั่วไป ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุต่างๆ และยังรวมไปถึงที่ดินอีกด้วย
2. แรงงาน (Labour) หมายถึง ปริมาณคนงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ
3. ทุน (Capital) ในทางเศรษฐศาสตร์ คือ ปัจจัยการผลิตที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นมา เช่น โรงงานอุตสาหกรรม เทคโนโลยีก้าวหน้า อุปกรณ์ ถนนหนทาง สะพาน เขื่อน ล้วนแล้วแต่เป็นรูปแบบหนึ่งของทุนทั้งสิ้น
กระบวนการผลิต ทำให้มีผลิตผลเกิดขึ้นได้
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ หมายถึง การดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยยึดหลักความประหยัดเป็นสำคัญ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญๆ ได้แก่ การบริโภค การผลิต และการซื้อขายแลกเปลี่ยน บุคคลที่ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เรียกว่า หน่วยเศรษฐกิจ หน่วยเศรษฐกิจที่สำคัญประกอบด้วย
1.12.1 ผู้บริโภค (Consumer) เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวกับการบริโภคสินค้าและบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายคือ แสวงหาความพอใจสูงสุดจากการบริโภคสินค้าและบริการภายใต้งบประมาณที่มีอยู่จำกัด
1.12.2 ผู้ผลิตหรือหน่วยธุรกิจ (Producer or firms) เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการผลิตสินค้าและบริการเพื่อจำหน่ายให้กับผู้บริโภค โดยมีจุดมุ่งหมายคือ แสวงหากำไรสูงสุดจากการผลิตสินค้าและบริการ
1.12.3 เจ้าของปัจจัยการผลิต (Factors of entrepreneur) คือ ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดิน ทุน แรงงาน หรือเป็นผู้ประกอบการ บุคคลคนเดียวอาจเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้มากกว่าหนึ่งชนิด เจ้าของปัจจัยการผลิตจะเสนอขายปัจจัยการผลิตชนิดต่างๆ ให้กับผู้ผลิต โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดจากปัจจัยการผลิตที่ครอบครอง
ระบบเศรษฐกิจ (Economy System)
ในสังคมหนึ่งๆ จะประกอบด้วยหน่วยเศรษฐกิจจำนวนมาก หน่วยเศรษฐกิจจะรวมตัวกันเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจและดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายใต้ระเบียบข้อบังคับต่างๆ และร่วมกันประกอบขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจแบ่งได้เป็น 3 ระบบ คือ
ระบบทุนนิยม (Capitalism) หรือ "ลัทธิเสรีนิยม" ลักษณะสำคัญคือ เอกชนมีสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินและปัจจัยการผลิต มีเสรีภาพในการเลือกดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจะไม่เข้าแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเอกชน ข้อดีคือ ทำให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ระบบสังคมนิยม (Socialism) เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง ลักษณะสำคัญคือ เอกชนไม่มีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นระบบที่มีนโยบายให้สังคมส่วนรวมเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยจะถูกวางแผนและกำหนดโดยรัฐบาล เอกชนไม่มีสิทธิในการเลือกประกอบอาชีพและเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ผลประโยชน์ที่ได้รับจะเป็นของรัฐบาลทั้งสิ้นประชาชนจะได้รับผลตอบแทนเพียงแค่ปัจจัยที่จำเป็นในการดำรงชีพเท่านั้น
ระบบผสม (Mixed Economy) เป็นระบบเศรษฐกิจที่ผสมระหว่างระบบทุนนิยมและสังคมนิยม แม้เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินและปัจจัยการผลิตและมีเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางชนิดที่รัฐเข้าดำเนินการเอง เช่น กิจการสาธารณูปโภค รวมไปถึงการออกกฎข้อบังคับต่างๆ เช่น กฎหมายว่าด้วยค่าแรงขั้นต่ำ เป็นต้น
การแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจแบ่งได้เป็น 3 ปัญหาคือ
ผลิตสินค้าอะไร เป็นการพิจารณาว่าจะผลิตสินค้าอะไร ในปริมาณเท่าไร จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดและสนองความต้องการของคนในสังคมได้มากที่สุด ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดของทรัพยากร
ผลิตสินค้าอย่างไร เป็นการตัดสินใจเลือกวิธีการผลิตสินค้าและบริการโดยยึดหลักการประหยัดทรัพยากรและค่าใช้จ่ายในการผลิตที่ต่ำที่สุด สิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยและเสียต้นทุนต่ำ
ผลิตสินค้าเพื่อใคร เป็นการพิจารณาวางแผนกระจายสินค้าและบริการที่ผลิตขึ้นสู่สังคม ซึ่งต้องเหมาะสมและยุติธรรม รัฐบาลอาจมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจนี้ได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น